พร้อมที่จะบริหารเงินฝากหรือยัง
ความรู้ความเข้าใจในการ ออมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนไทยเป็นอย่างมากในปัจจุบัน มีหลายคนเชื่อว่า การออมเงินคือการฝากเงินไว้ในธนาคารแห่งเดียว
เมื่อ ต้องการใช้จ่ายก็สามารถเบิกถอนเงินออกมาใช้ได้ทันที เพราะความสะดวก ปลอดภัย และมั่นคง ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้สนใจที่จะหาทางเลือกในการออมเพิ่มเติม
ภาย หลังวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อปี 2540 มีผลให้สถาบันการเงินจำนวนมากได้ถูกปิดกิจการไป แนวคิดที่ว่าการออมเงินที่ธนาคารพาณิชย์อย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สำหรับผู้ฝากเงินแล้ว พฤติกรรมการออมเงินของผู้ฝากเงินบางส่วนจึงเริ่มเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ เพียงเพราะว่าผู้ฝากเงินเริ่มไม่เชื่อมั่นในความมั่นคงของสถาบันการเงิน หากแต่ด้วยมีปัจจัยเสริมในเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เริ่มมีขึ้นมากมาย กับผลตอบแทนที่จูงใจกว่าการฝากเงินด้วยระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป และการที่บริษัทที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เริ่มให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ แพร่หลายมากขึ้น ผู้ฝากเงินจึงเริ่มรู้จักและเห็นแนวทางของการออมเงินเพิ่มขึ้น หลายคนเริ่มเรียนรู้ที่จะออมเงินผ่าน กองทุนรวม ประกันชีวิต และหลักทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มาแทนที่การฝากเงินได้อย่างลงตัว เพราะความเสี่ยงต่ำสุด และได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้
ในด้านของภาครัฐซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายและทิศทางระบบการ เงินได้ทำการศึกษาถึงระบบการคุ้มครองเงินฝากแก่คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพราะด้วยวิกฤติการเงินปี 2540 ทำให้รัฐบาลหรือกระทรวงการคลังต้องแบกรับภาระหนี้ของสถาบันการเงินที่ปิด กิจการมาดูแล จึงทำให้รัฐมีภาระการคลังเป็นมูลค่าถึง 1.4 ล้านล้านบาท และไม่มีทีท่าว่ามูลหนี้นี้จะลดลงประการใด ปัญหาและผลกระทบที่มีขึ้นต่อทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สถาบันการเงิน หรือผู้ฝากเงินนั้น เป็นผลให้รัฐบาลต้องพิจารณาศึกษาออกกฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อให้ระบบการเงินมีความมั่นคง สถาบันการเงินมีการบริหารจัดการที่ดี และเป็นการคุ้มครองเงินฝากให้แก่ประชาชนรายย่อย
ในวันที่ 11 สิงหาคม พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว
สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะทำการคุ้มครองเงินฝากให้แก่ผู้ฝากเงินที่ฝากเงินไว้ที่สถาบันการเงินที่ เป็นสมาชิกของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
ดังนั้น เมื่อไรที่สถาบันการเงินใดถูกปิดกิจการ สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทำการจ่ายเงินฝากให้แก่ผู้ฝากเงินกับสถาบันนั้น ทันที โดยวงเงินที่คุ้มครองจะทยอยคุ้มครอง ดังนี้ ปีแรก (11 ส.ค.51-10 ส.ค.52) คุ้มครองเต็มวงเงินของการฝากเงิน ปีที่สอง (11 ส.ค.52-10 ส.ค.53) คุ้มครอง 100 ล้านบาท ปีที่สาม (11 ส.ค.53-10 ส.ค.54) คุ้มครอง 50 ล้านบาท ปีที่สี่ (11 ส.ค.54-10 ส.ค.55) คุ้มครอง 10 ล้านบาท และปีที่ห้า เรื่อยไป จะคุ้มครองให้ 1 ล้านบาท
การคุ้มครองนี้จะคุ้มครองเพียง 1 บัญชีต่อสถาบันการเงิน หมายถึง หากผู้ฝากเงินฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง บัญชีธนาคารละ 10 ล้านบาท ผู้ฝากเงินจะได้รับความคุ้มครองทั้งสิ้น 50 ล้านบาท แต่พอถึงปีที่ห้าจะได้รับความคุ้มครองเพียงแค่ 5 ล้านบาทเท่านั้น ใน การศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า มีเพียง 2% ของจำนวนบัญชีเงินฝากที่มีฐานเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องตื่นตัวว่าจะหาทางเลือกให้กับเงินฝากที่นอกเหนือการ คุ้มครองนี้อย่างไร วันนี้จึงยังไม่สายสำหรับผู้ที่ยังมองไม่เห็นทางเลือกการออมเงิน เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจเสียแต่ตอนนี้เพื่อความมั่งคงในอนาคต แนะนำแหล่งข้อมูลที่สามารถเข้ามาศึกษาความรู้การลงทุนได้ที่
ขอขอบคุณที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันที่13 กค.2551 |